จดหมายเหตุประพาสหัวเมืองปักษ์ใต้ ร.๖ ตอนที่ ๓

Jul
5

 

เรือถลาง 

หน้าเกาะคอขาว

 วันที่  ๒๓  เมษายน   รัตนโกสินทร์ศก   ๑๒๘

 

         วันนี้การเที่ยวอยู่ข้างจะรู้สึกฟกมากกว่าเมื่อวานนี้  เห็นจะเป็นเพราะอยู่จะร้อนจัด และอีกประการหนึ่งการไปดูอะไร ๆ ก็ไม่สู้จะได้เนื้อนัก  คือของที่ได้ดูอยู่ข้างจะไม่พอเพียงกับเวลาที่เสียไปสักหน่อย 

          เมื่อเช้านี้ถ้าได้เสด็จออกจากที่ประทับแรมเสียได้แต่เช้า ๆ ก็จะไม่สู้กระไรนัก  แต่ก็เป็นการจำเป็นที่จะต้องเสด็จสาย  เพราะเวลาน้ำขึ้นบังคับอยู่  ต้องประทับรออยู่จนเวลา ๔ โมงแล้วจึงเสด็จออกหน้าพลับพลา  พวกบุตรหญิงพระยาเสนานุชิตเก่ากับหญิงชาวเมืองได้พากันมาเฝ้าถวายของต่าง ๆ ทรงรับของที่พวกผู้หญิงแล้ว  พระเสนานุชิตได้อ่านคำกราบบังคมทูลสำแดงความยินดีในนามของพ่อค้าเมืองตะกั่วป่าและนำรูปช้างทำด้วยเงินถวายเพื่อเป็นที่ทรงระลึกถึงการที่เสด็จมาประพาสถึงเมืองตะกั่วป่า  มีพระดำรัสตอบตามสมควรแล้ว  เสด็จโดยกระบวนเก้าอี้หามไปลงเรือที่ท่าเดิม

          การเสด็จโดยทางเรือวันนี้ก็คล้าย ๆ กับวันเสด็จขึ้นไป  ทรงเรือมาดแจว  เรือยาวพายลากลงไปจนถึงวังบรา  พ่วงเรือไฟทั้งเรือที่นั่งและเรือตามเสด็จ  น้ำขึ้นเชี่ยวมาก  และเรือกลไฟของเมืองระนองนั้นก็อยู่ข้างชราอยู่แล้ว  เพราะฉะนั้นเรือที่พ่วงต้องช่วยแจวกระดิก ๆ ไปด้วย  ล่องลงมาถึงที่สองแพรก  แยกไปข้างซ้าย  เวลาบ่าย ๒ โมงถึงปากคลองเหนอ  ฝั่งซ้ายแห่งแม่น้ำ  คลองนี้เล็กและตื้น  แม้แต่เรือเล็ก ๆ ก็เข้าไปไม่ได้จึงต้องขึ้นที่ปากคลอง  แล้วเดินต่อไปในลำคลอง  เดินในลำคลองจริง ๆ ไม่ใช่ริม ๆ แต่ผมต้องรีบบอกเสียในที่นี้ว่า  ไม่ได้ลุยโคลนจั้บแจ๊ะไปเพราะเขาทำตะพานไปตลอดลำคลองจนถึงพลับพลาที่ประทับร้อนที่เชิงเขาพระเหนอ  เครื่องกลางวันที่นี้  นายซุ่นฮวดกำนันเป็นผู้จัดถวาย  มาซ้ำวันนี้เข้าอีกดูไม่ใคร่ขันเหมือนเมื่อวานนี้  ตามความจริงกำนันแลผู้ใหญ่บ้านที่จัดเครื่องถวายทั้ง ๒ วันนี้  ไม่ใช่กำนันหรือผู้ใหญ่บ้านชนิดที่เข้าใจกันโดยมาก  ตามความเข้าใจกันโดยมากว่า  กำนันผู้ใหญ่บ้านเป็นบุคคลชนิดนุ่งผ้าสีน้ำเงินสวมเสื้อสีน้ำตาลมีบั้งขาว ๆ ติดที่แขนและเป็นชาวนาเป็นพื้น  แต่กำนันผู้ใหญ่บ้านเมืองตะกั่วป่านี้ไม่เป็นเช่นนั้นเลย  มักเป็นจีนเกิดในเมืองไทย  และเป็นพ่อค้าหรือนายเหมือง จึงเป็นผู้มีเงินอยู่บ้าง  การที่จะจัดเลี้ยงจึงไม่สู้ประหลาดอะไรนัก 

           


พระเหนอ 

 


 เขาพระเหนอ

 


สถานที่ตั้งพลับพลาประทับเชิงเขาพระเหนอ 

 


 บนยอดเขาพระเหนอ    กำลังปรับแต่งเพื่อวางเทวรูป   (พฤษภาคม 2555)

        เสวยแล้วเสด็จขึ้นไปทอดพระเนตรพระนารายณ์เทวรูปบนยอดเขาพระเหนอ  เทวรูปองค์นี้ทำด้วยศิลาทราย  บัดนี้หักเสียเป็นสองท่อน หักเฉพาะที่เอว  ถ้าไม่หักคงจะสูงราว ๕ ศอก  เครื่องสนิมพิมพาภรณ์ไม่วิจิตรเหมือนองค์ที่เขาเวียง  แต่ฝีมือทำกล้ามเนื้อดีเหมือนคน  เทวรูปนี้ยืนอยู่กลางฐานใหญ่ก่อด้วยอิฐแผ่นใหญ่  ซึ่งให้เห็นได้ว่าคงจะเป็นศาลหรืออะไรสักอย่างหนึ่ง  แต่เรื่องราวอะไรก็สืบไม่ได้

          จากที่คลองเหนอได้ทรงเรือเสด็จไปขึ้นทอดพระเนตรทุ่งตึกซึ่งอยู่ในเกาะคอขาว  ตรงกันข้ามกับที่ตั้งเมืองใหม่  ที่นี้ไม่มีอะไรดูนอกจากเนินดิน  ขุดลงไปพบอิฐแผ่นใหญ่ ๆ ชนิดเดียวกับที่เห็นอยู่บนยอดเขาพระเหนอ  กับมีศิลาแบน ๆ สองแผ่น  ตัดเป็นรูปกลมมีเป็นรูสี่เหลี่ยมอยู่ตรงกลาง  จะใช้สำหรับอะไรก็ไม่ทราบ  บางทีที่นี้จะเนื่องกับเทวรูปที่คลองเหนอ  คืออาจจะเป็นเทวสถานอีกอันหนึ่งของคณะเดียวกันก็ได้  แต่ครั้นผมจะเดาอะไรไปมากมายต่อไปอีก  ผมก็เกรงจะถูกหาว่ากุ  เพราะฉะนั้นผมของดไว้ทีดีกว่า

          ที่ทุ่งตึกนี้มีนายเหมืองผู้หนึ่งได้ไปจัดน้ำชาเลี้ยง  เมื่อเสด็จออกจากที่ท่าทุ่งตึกนั้นเวลาบ่ายมาก  ใกล้ย่ำค่ำแล้ว  น้ำลงมากเรือต้องเดินมาช้า ๆ  จนเวลา ๒ ทุ่มจึงถึงเรือถลางนี้ 

 


ซากโบราณสถานที่ทุ่งตึก 

          ผมมีความเสียใจที่จะต้องเล่าว่า  ที่อำเภอตลาดใหญ่ได้มีพวกที่ตามเสด็จได้ไปป่วยลงหลายคน  นายกระบืออ่อนได้ประเดิมโรงก่อนแต่เมื่อเย็นวันที่ ๒๑ ท้องร่วงไป  พอวันรุ่งขึ้นมีผู้ท้องร่วงตามไปอีกเป็นหลายคน  เมื่อวานนี้แสงอาทิตย์ตามเสด็จไป  พอถึงพลับพลาประทับร้อนที่เขาเวียงบ่นว่าปวดศีรษะ  กลับไปถึงพลับพลาตลาดใหญ่ก็ลงนอนจับไข้ทันที  พอข่าวแพร่หลายไปว่าพ่อแสงอาทิตย์จับไข้  คนอื่น ๆ ให้เกิดรู้สึกปวดศีรษะครั่นตัวขึ้นมาบ้างหลายคน  ที่ตะกั่วป่าเขาลือกันว่าไข้และโรคท้องร่วงอยู่ข้างดุ  คงมีผู้ทราบคำลือนี้กันอยู่บ้าง  ใครที่ใจเสาะหน่อยก็เลยเจ็บจริง พ่อแสงอาทิตย์เลยไม่ได้ตามเสด็จประพาสวันนี้ผมมาพบที่เรือนี้ถามข่าวก็ดูยังบอกป่วยอยู่  เสียแรงเป็นยักษ์ทั้งทีอย่างไรจึงผิวบางไปได้ 

          ผมมีเรื่องอยู่ข้างจะน่าขัน  ซึ่งผมได้ฟังเขาเล่ากันขึ้นเมื่อคืนนี้  คือคุณพันตรีราชองครักษ์  ที่นอนห้องเดียวกับหม่อนดอกเทียน  ได้ยินหม่อมดอกเทียนละเมอเมื่อคืนวานนี้พูดดัง ๆ ว่า  “จะไปจูบแจบอะไรมันได้  แก้มแข็งราวกับเชือกมะนิลา”  น่าอัศจรรย์แท้ ๆ  นี้ช่างไปนึกเอาเชือกมะนิลามาเปรียบกับแก้มผู้หญิงได้  ให้ผมนั่งตรองอยู่ ๗ วัน  ก็คงนึกเปรียบอะไรให้แปลกอย่างนั้นไม่ได้เป็นอันขาด  ตามตัวหม่อมดอกเทียนดูเองก็ไม่ยอมชี้แจง  ผมยิ่งนึกไปก็ยิ่งขัน  เก็บเอาไปนอนตรองไปตรองมา  เลยแต่กลอนกล่อมขึ้นได้บทหนึ่งสำหรับร้องเข้ากับลำพัดชา ดังต่อไปนี้

          “สายสมรนอนเถิดพี่จะกล่อม  เจ้างามจริงพริ้งพร้อมดังเลขา  ปรางค์แข็งแข่งเชือกมะนิลา  พักตร์โสภาอาคแลมป์แจ่มธานินทร์  งามเนตรดังเนตรเปรตวันทอง  งามขนงวงสองเหมือนชามบิ่น  อรชรอ้อนแอ้นดังงูดิน  แร้งถวิลมิได้เว้นเวลาเอย”

          บทกลอนนี้ถึงผมเองแต่งก็รู้ว่าไม่สู้ดี  คือการเปรียบเทียบยังสู้หม่อมดอกเทียนไม่ได้  แพ้กันหลุดลุ่ยทีเดียว  ผมไม่ใช่คนที่หลงตื่นตัวเองจนไม่รู้สึกความบกพร่องของตน  เมื่อแพ้ผมก็ยอมอย่างราบคาบ  แต่ผมไม่ยอมแพ้คนเดียว  ผมท้าให้คนอื่นนึกหาสิ่งเปรียบเทียบกับแก้มผู้หญิงให้เก่งกว่าเชือกมะนิลา  ถ้าใครนึกออกดีกว่านั้น ผมยอมรางวัลให้สองอัฐฬศ

 

ตอนที่ ๒

เรียบเรียงโดย อาจารย์ วิมล โสภารัตน์


 

No comments

?>