จดหมายเหตุประพาสหัวเมืองปักษ์ใต้ ร.๖

May
26

 

จดหมายเหตุ

ประพาสหัวเมืองปักษ์ใต้

ของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว

ตั้งแต่วันที่  8  เมษายน  ถึงวันที่  31  พฤษภาคม ร.ศ.128  (2452)

 

พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว  เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งพระบรมโอรสาธิราช สยามมกุฎราชกุมาร  ได้เสด็จพระปาสหัวเมืองปักษ์ใต้  เป็นระยะเวลานานถึง 56  วัน  ตั้งแต่วันที่  8  เมษายน  2452  ถึงวันที่  31  พฤษภาคม  2452  (ร.ศ. 128)  โดยเสด็จออกจากกรุงเทพ ฯ  ผ่านและแวะพักแรมจังหวัดต่าง ๆ  คือ  ชุมพร  ระนอง  ตะกั่วป่า  ภูเก็ต  พังงา  กระบี่  ตรัง  และนครศรีธรรมราช   ในการประพาสหัวเมืองปักษ์ใต้ครั้งนี้  พระองค์ได้บันทึกเป็นจดหมายเหตุ  ตลอดระยะทางที่เสด็จไปถึง  จำนวน 12 ฉบับ    โดยใช้นามปากกา  “นายแก้ว”    www. kuapa.com   นำเสนอเฉพาะในส่วนที่เกี่ยวกับตะกั่วป่าและพังงา  หากท่านใดมีความประสงค์จะให้   kuapa .com  นำเสนอตอนใด  โปรด  comment

 

           

พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว   (เมื่อ  เมษายน  2452)

 

           

“เรือถลาง” เรือพระที่นั่งรัชกาลที่ ๖ คราวเสด็จประพาสเมืองภูเก็ต

 

 

จดหมายเหตุ

ประพาสหัวเมืองปักษ์ใต้

ของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว

(ฉบับที่  ๔)

     

                                          เรือถลาง

                                                               หน้าเกาะคอขาว  (เมืองตะกั่วป่า)


                                     วันที่  ๒๑  เมษายน  รัตนโกสินทร์ ศก  ๑๒๘


คำนับมายังท่านพรานบุญ  ทราบ

วันนี้เวลาเช้า ๒ โมงเศษ  เสด็จจากพระที่นั่งรัตนรังสรรค์  ภรรยาข้าราชการและหญิงชาวเมืองได้จัดผลไม้มาถวายเป็นของส่งเสด็จเป็นอันมาก  เสด็จทรงรถม้าลงไปที่ท่าข้าราชการส่งเสด็จที่นี้โดยมาก   เสด็จลงเรือกรรเชียงพ่วงเรือกลไฟออกมาที่เรือถลาง  พวกจีนที่ตลาดเกาะคนทีได้สลุดถวายด้วยประทัดอีก  และได้ถวายคำนับด้วยม้าล่อ วันนี้ผมได้ความรู้อย่างหนึ่งคือการตีม้าล่อของจีนไม่ใช่ตีไปพอให้ดังแผ่งๆ เฉย ๆ   เขามีกำหนดตีตามเกียรติยศ  ตั้งแต่สามแผ่งจนถึงสิบสามแผ่งเป็นอย่างมากที่สุด  ตีแผ่ง ๆ พอครบกำหนดแล้วตีแผ่ง ๆ สองทีติด ๆ กันเสียครั้งหนึ่ง  แล้วตั้งต้นใหม่  คือเป็นต้นว่าถ้าจะตีคำนับใครที่ควรได้เพียงสามแผ่ง ก็ตี “แผ่ง !  แผ่ง !แผ่ง !

แผ่ง ๆ”  ดังนี้

ครั้นท่านพระยาดำรงและข้าราชการผู้ใหญ่ที่ได้ลงมาส่งเสด็จถึงเรือถลาง  ได้กราบถวายบังคมลาลงเรือเล็กไปแล้ว  เรือถลางถอนสมอออกเดินจากปากน้ำระนอง  มาตามทางทะเล  มาเข้าแม่น้ำตะกั่วป่า  แม่น้ำนี้ก็มีที่งาม ๆ น่าดูตลอดมา  มีเขาทั้งสองข้าง และเกาะอยู่เป็นอันมาก  มีบางเกาะที่มีเหมืองแร่ดีบุก  เช่นเกาะพระทองเป็นต้น  กำหนดตามโปรแกมว่าบ่าย ๆ จะมาถึงเมืองตะกั่วป่า  แต่เรือพาลีซึ่งนำหน้าเรือถลางลงมานั้นเดินอยู่ข้างจะช้ามาก  เพราะฉะนั้นกว่าจะทอดสมอที่หน้าเมืองตะกั่วป่าก็ค่ำเห็นไฟที่ตลาดครึดน่าดูอยู่บ้าง

พอเรือทอดสมอ  พระเสนานุชิต  ผู้ว่าราชการเมืองตะกั่วป่าลงมาเฝ้าในเรือ  เชิญเสด็จขึ้นเมือง  เวลาทุ่มเศษทรงเรือมาดแจวไปขึ้นท่า  ตะพานตกแต่งไว้รับเสด็จประดับด้วยใบไม้และโคมญี่ปุ่นตลอด  ข้าราชการเฝ้าที่ปลายตะพาน  เสด็จขึ้นทรงเก้าอี้  หามขึ้นไปที่จวนเจ้าเมือง  ทางประมาณ  ๔๐ เส้น  พอพ้นที่ตลาดริมท่าขึ้นไปแล้ว  ก็ไม่เห็นบ้านช่องอะไร  จนถึงที่ตั้งที่ว่าการ  จึงเห็นเรือนข้าราชการ  ประทับเสวยที่จวนเจ้าเมือง  แล้วเสด็จกลับลงมาประทับแรมในเรือถลาง  เมืองตะกั่วป่านี้ต้องนับว่าไม่ได้เห็น  เพราะมืดเกินที่จะเห็น  แต่ผมคิดว่าถึงสว่างก็ดูเหมือนจะไม่สู้มีอะไรที่จะดูนัก  บ้านช่องราษฎรก็น้อย  เพราะไม่ได้ตั้งอยู่บนฝั่ง  แต่ตั้งอยู่ที่เกาะคอขาว  การที่มาตั้งอยู่นี้เพราะเป็นท่าเรือสินค้าขึ้นลงค่อยสะดวกกว่าที่เมืองเก่า ซึ่งเรือใหญ่เข้าถึงยาก  เพราะทรายจากเหมืองไหลลงมาทำให้ลำน้ำตื้น  บางทีในไม่ช้านักจะย้ายเมืองไปตั้งที่แห่งอื่นให้เหมาะกว่าที่เกาะคอขาวนี้อีกก็เป็นได้

ทางมาวันนี้คลื่นไม่มีเลยคุณลุงจารย์เตรียมตัวไว้ว่าจะเมาก็หาเมาไม่  แต่นายอินนั้นไม่ต้องถาม  ถ้านายอินไม่เมาก็ไม่ใช่เรือ  ผมทราบว่าเมือคืนนี้ลงมานอนอยู่ในเรือนี้ก่อน  รู้สึกวิงเวียนเสียตั้งแต่เมื่อคืนนี้แล้ว  ก็แต่เรือจอดอยู่นิ่ง ๆ ยังเป็นเช่นนั้นแล้ว เมื่อเรือออกแล่นจะเป็นอย่างไร  พอผมได้ยินเรื่องที่นายอินเมาเรือเมื่อคืนนี้  ผมเก็บเอามานึกขำในใจ  เวลาเรือเดินมาลมพัดเย็นสบาย  ผมก็นอนนึกอะไร ๆ เล่น  ใจกำลังโปร่งดีอย่างไรไม่ทราบ  เลยนึกกลอนสักวาออกบทหนึ่ง  นึกจะลุกขึ้นจดไว้ก็กำลังนอนสบาย  ออกจะคร้านในการที่จะลุกไปหากระดาษ  นึกผัดตัวเองว่าประเดี๋ยวก็ได้ เลยหลับไป  พอตื่นออกหวั่น ๆ ในใจ  กลัวจะลืมบทกลอนที่นึกไว้ออก  แต่คร้านลองหยิบกระดาษมาเขียนดูก็จำได้ตลอด  ผมอ่านให้ท่านพวกข้าราชการฟัง  ท่านก็พากันชอบ  คุณหลวงอภิบาลว่าร้องเข้ากับลำออกทะเลได้  ชื่อลำก็ออกจะเหมาะกับเนื้อ  ผมก็ขอให้ท่านลองร้องดู  อยู่ข้างจะไพเราะพอใช้  คำกลอนนั้นผมจดมาให้ด้วยเผื่อพวกพ้องของท่านพรานจะร้องได้บ้าง  หรืออย่างไร ๆ ก็พออ่านเล่นสนุก ๆ ดังต่อไปนี้

“อนิจจาโอ้อินสิ้นสติ  เหลือตรองตริแก้ไขน่าใจหาย  นายท่านใช้ไม่ไปขัดใจนาย   สิ้นสบายหวิวใจไร้สราญ  ก้าวลงเรือเหงื่อตกฟกอนาถ  ใจจะขาดงุนงงน่าสงสาร  ไม่เห็นใจศิษย์หาหรืออาจารย์  สิ้นคำขานนอนแผ่แน่แล้วเอย”

 

No comments

?>