แฉพิรุธคดีตะกั่วป่า มั่วผลตรวจตะกอน

Dec
11


       กรณีขุดลอกสันดอนตะกอนทรายแม่นํ้าตะกั่วป่า ซึ่งบางกอก ทูเดย์เกาะติดสถานการณ์ เห็นชัดว่ามีความผิดปกติ เพราะมีการปล่อยข่าวโคมลอยเพื่อสกัดกั้นโครงการอย่างหนัก ซึ่งนายทิวาโชค ทศไพรินทร์ นายกอบต.บางนายสี เปิดเผยว่า กว่า 50 ปีที่ราษฎรอำเภอตะกั่วป่าได้รับความเดือดร้อนจากปัญหานํ้าในแม่นํ้าตะกั่วป่าท่วมบ้านเรือนทรัพย์สินราษฏรเสียหายและเกิดโรคระบาด ซึ่งไม่มีรัฐบาลไหนแก้ไขปัญหาให้ได้ ดังนั้นการที่ อบต.บางนายสี อบต.เกาะคอเขา และอบต.บางม่วง เสนอโครงการขุดลอกตะกอนลำนํ้าและสันดอนปากแม่นํ้าตะกั่วป่า ไปยังจังหวัดพังงาพิจารณาดำเนินการก็เพื่อแก้ไขปัญหาของประชาชนในท้องถิ่น ซึ่งทางจังหวัดก็เห็นชอบ และประชาชนในท้องถิ่นก็ให้การสนับสนุนอย่างเต็มที่ในขณะที่ผลการสำรวจและตรวจพิสูจน์ตะกอนลำนํ้าพบว่า ประกอบไปด้วยอินทรีวัตถุ กรวด หิน ดิน ทราย ขนาดต่างๆที่มีความเค็มเจือปน และไม่เหมาะสมจะนำไปใช้ในอุตสาหกรรมใดๆ แม้แต่การทำการเกษตร แต่กลับมีกลุ่ม

       บุคคลที่พยายามคัดค้านการดำเนินการ ถึงขนาดที่มีการปล่อยข่าวผ่านสื่อบางฉบับซึ่งในความเป็นจริง นายอดิศักดิ์ทองไข่มุกต์ อธิบดีทรัพยากรธรณีกล่าวว่า ตามที่มีรายงานข่าวว่า กรมทรัพยากรธรณี (ทธ.) ระบุถึงผลการตรวจสอบตะกอนทรายที่เก็บตรวจจากพื้นที่ของโครงการขุดลอกสันดอนทรายแม่นํ้าตะกั่วป่านั้น ขอแจ้งให้ทราบว่าเป็นรายงานข่าวที่ปราศจากข้อเท็จจริงโดยวันที่มีรายงานข่าวนั้น เจ้าหน้าที่ของกรมทรัพยากรธรณีร่วมกับองค์การปกครองส่วนท้องถิ่น

       ยังอยู่ในแพเก็บตวั อยา่ งตะกอนทรายอย ู่และกระบวนการตรวจพิสูจน์ตะกอนทรายจะต้องใช้เวลาอีกนานนับสัปดาห์กว่าจะสามารถสรุปผลออกมาได้ ซึ่งก็ไม่ทราบเจตนาของผู้ให้ข้อมูลว่าต้องการหวังผลอะไร“ส่วนเรื่องสินแร่มีค่าอื่นๆ แต่เดิมมีการทำเหมืองเก่า สินแร่มีค่าต่างๆ ได้ถูกนำเอาไปใช้ประโยชน์เสียจนหมดแล้ว”นายอดิศักดิ์ กล่าว และเสริมว่า “การที่ชาวบ้านลือกันไปว่า มีเพชรและทองคำอยู่ในตะกอนทรายเหล่านี้ก็เป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้”พลเอก จิระ นาวีเสถียร

        ประธานกรรมการ บริษัท เค แซน แอนด์ รีซอสเซส คอร์เปอเรชัน จำกัด เปิดเผยว่าโครงการขุดลอกตะกอนลำนํ้าและสันดอนปากแม่นํ้าตะกั่วป่า จังหวัดพังงา นี้มุ่งทำ เพื่อบรรเทาทุกข์ให้กับประชาชนในพื้นที่ ที่ได้รับผลกระทบจากภัยธรรมชาติเป็นสำคัญเนื่องจากโครงการนี้จะต้องใช้งบประมาณดำเนินการสูงกว่า 1,000 ล้านบาท จึงต้องใช้เทคโนโลยีการขุด และจัดเก็บตะกอนทรายที่ทันสมัย ซึ่งได้เจรจากับคู่ค้าจากประเทศจีนในด้านการขุดลอก และสิงคโปร์ในด้าน

       การจัดเก็บตะกอนทราย เพราะการที่จะหาพื้นที่ขนาดใหญ่เพื่อนำตะกอนทราย 21 ล้านคิวไปทิ้งเป็นเรื่องยาก ถ้าไปทิ้งในทะเลห่างจากฝั่งประมาณ 10 กิโลเมตร ไม่กี่ปีตะกอนเหล่านั้นก็จะถูกซัดกลับเข้าหาฝั่งแบบเดิมอีก และอาจจะสร้างมลภาวะต่อแหล่งทรัพยากรธรรมชาติในทะเลบริเวณที่นำตะกอนไปทิ้ง และถ้าหากจะนำไปทิ้งบนบก ก็ต้องใช้พื้นที่ถึงกว่า 2,000 ไร่ซึ่งคงไม่มีพื้นที่ขนาดใหญ่ขนาดนี้ในบริเวณใกล้เคียง ที่จะให้นำตะกอนจากทะลไปถมที่ เนื่องจาก

       ความเค็มจะทำให้วัสดุก่อสร้างเป็นสนิม หรือจะเอาไปปลูกต้นไม้ก็ไม่ได้ ดังนั้นตะกอนทรายที่ขุดได้ก็เป็นขยะดีดีนี่เองนอกจากนี้ยังเป็นข้อกำหนดในการคัดเลือกผู้ประกอบการให้ นำตะกอนทรายที่ได้จากการขุดลอก มาใช้เป็นผลประโยชน์ต่างตอบแทน ทำให้รัฐไม่ต้องเสียงบประมาณแผ่นดินในการดำเดินการซึ่งจากการเจรจากับทางสิงคโปร์ก็ยินดีที่รับตะกอนที่ขุดทั้งหมดไปที่สิงคโปร์เพื่อถมทะเลและสร้างเขื่อนกันนํ้าท่วม“การสรรหาบริษัทเอกชนเข้ามาดำเนินงานใน

       ครั้งนี้ ไม่เข้าข่ายตามระเบียบการจัดซื้อจัดจ้างตามระเบียบสำนักนายกแต่อย่างใดเนื่องจากไม่ได้มีการใช้งบประมาณแผ่นดินแม้แต่บาทเดียวและนาย อภิวัฒน์ โตกฤษณะ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เค แซน แอนด์รีซอสเซส คอร์เปอเรชัน จำกัด กล่าวยืนยันว่าบริษัทไม่ได้เป็นนอมินีของสิงคโปร์แต่เป็นบริษัทของคนไทยแท้ 100% และขณะนี้ก็ยังไม่ได้มีการเซ็นสัญญากับคู่ค้าเจ้าของเทคโนโลยี แต่อย่างใด

 

ที่มา: http://www.bangkok-today.com/node/3450

 

No comments

?>